ลิงก์อาจไม่ถูกต้องหรือบทความนี้ถูกย้ายแล้ว ลองดูข่าวสารทั้งหมดของเราแทน
กลับไปหน้าข่าวสารการทาสีท่อเหล็กในระบบดับเพลิงไม่ควรตรวจเพียงว่าสีแดงสวยและปิดผิวครบหรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบชนิดสี จำนวนชั้น และความหนาฟิล์มสีแห้งด้วยเครื่องวัด DFT เพื่อให้ท่อได้รับการป้องกันสนิมอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะงานโรงงานและอาคารในพื้นที่หาดใหญ่ สงขลา ซึ่งมีสภาพอากาศค่อนข้างชื้นและบางพื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล
ท่อเหล็กในระบบดับเพลิงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ต้องพร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แม้แนวท่อจะได้รับการเชื่อมและทดสอบแรงดันอย่างถูกต้อง แต่หากระบบสีภายนอกไม่มีคุณภาพ มีความหนาน้อยเกินไป หรือทาสีโดยไม่ได้เตรียมพื้นผิวอย่างเหมาะสม ท่ออาจเกิดสนิม สีพอง สีลอก และเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร
การควบคุมคุณภาพงานสีจึงไม่ควรพิจารณาเพียงสีภายนอกด้วยสายตา แต่ต้องตรวจตั้งแต่การเตรียมผิว ชนิดของสี จำนวนชั้น ระยะเวลาทาทับ ไปจนถึงการตรวจวัดความหนาฟิล์มสีแห้ง หรือ Dry Film Thickness: DFT
มาตรฐาน ISO 12944 กำหนดหลักการเลือกใช้ระบบสีเพื่อป้องกันการกัดกร่อนของโครงสร้างเหล็ก โดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อม การเตรียมพื้นผิว ชนิดสี และระดับความทนทานที่ต้องการ ส่วน ISO 19840 และ SSPC-PA 2 ใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและพิจารณาการยอมรับค่าความหนาฟิล์มสีแห้งบนพื้นผิวโลหะ
DFT หรือ Dry Film Thickness คือความหนาของชั้นสีหลังจากสีแห้งหรือแข็งตัวแล้ว มีหน่วยเป็นไมโครเมตรหรือไมครอน เขียนเป็นสัญลักษณ์ µm
ตัวอย่างเช่น
ก่อนสีแห้งสามารถตรวจวัดความหนาฟิล์มสีเปียกหรือ WFT ด้วยหวีวัดสีเปียก ส่วนหลังสีแห้งจะตรวจด้วยเครื่องวัดความหนาสีแบบแม่เหล็กหรือแบบอิเล็กทรอนิกส์บนผิวท่อเหล็ก วิธีการตรวจวัดฟิล์มสีเปียกและฟิล์มสีแห้งมีอธิบายไว้ใน ISO 2808 ขณะที่ ISO 19840 ให้แนวทางตรวจสอบ DFT บนพื้นผิวเหล็กที่มีความขรุขระจากการเตรียมผิว
การมองด้วยสายตาสามารถตรวจพบสีไหล สีพอง จุดที่ทาไม่ทั่ว หรือรอยแตกร้าวได้ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าสีมีความหนา 50, 100 หรือ 250 ไมครอน
สีที่ดูหนาอาจเป็นเพียงสีทับหน้าหลายเที่ยว แต่สีรองพื้นกันสนิมด้านล่างอาจมีความหนาไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน สีที่หนาเกินกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนดก็อาจเกิดปัญหาแตกร้าว แห้งไม่ทั่ว มีตัวทำละลายค้าง หรือยึดเกาะไม่ดีได้
ดังนั้น การตรวจที่ถูกต้องควรตรวจความหนาของแต่ละชั้นหลังทาสี ไม่ควรรอให้ทาครบทุกชั้นแล้วจึงตรวจเพียงครั้งเดียว เพราะเครื่องวัดทั่วไปจะแสดงความหนารวมระหว่างผิวเหล็กกับหัววัด และไม่สามารถแยกได้ว่าความหนานั้นมาจากสีรองพื้น สีชั้นกลาง หรือสีทับหน้ากี่ไมครอน
สำหรับงานระบบท่อดับเพลิงในอาคาร โรงงาน โกดัง และพื้นที่อุตสาหกรรม ระบบสีที่มีประสิทธิภาพมักแบ่งออกเป็น 3 ชั้นหลัก ได้แก่
สีรองพื้นเป็นชั้นที่สัมผัสกับผิวเหล็กโดยตรง มีหน้าที่ช่วยยึดเกาะกับพื้นผิวและลดการเกิดสนิมใต้ฟิล์มสี
ชนิดสีรองพื้นที่พบได้ เช่น
งานระบบท่อในโรงงานหรือภายนอกอาคารควรพิจารณาใช้สีอีพ็อกซี่มากกว่าสีรองพื้นทั่วไป เพราะให้ความทนทานต่อความชื้นและสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมได้ดีกว่า ส่วนสีซิงก์ริชควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสีที่ผู้ผลิตรับรอง และต้องเตรียมผิวให้ตรงตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์

สีชั้นกลางมีหน้าที่เพิ่มความหนารวมของระบบสี สร้างชั้นกั้นความชื้น ออกซิเจน และสารที่อาจกระตุ้นการกัดกร่อน
สีชั้นกลางที่นิยมใช้กับงานท่อเหล็กอุตสาหกรรมคือ High-Build Epoxy เนื่องจากสามารถสร้างความหนาได้มากต่อหนึ่งเที่ยว และเหมาะกับการใช้เป็นชั้นป้องกันหลัก
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์อีพ็อกซี่ชนิด High-Build ระบุช่วงความหนาฟิล์มสีแห้งประมาณ 100–150 µm ต่อเที่ยว และกำหนดให้ตรวจ DFT หลังสีแข็งตัว โดยใช้ SSPC-PA 2 หรือมาตรฐานที่เทียบเท่า
สีทับหน้าคือชั้นสีที่มองเห็นจากภายนอก ทำหน้าที่กำหนดสีของแนวท่อ เพิ่มความทนทานต่อสภาพอากาศ และช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
ในระบบท่อดับเพลิงมักใช้สีแดงเพื่อให้สังเกตและจำแนกระบบได้ง่าย แต่เฉดสี รหัสสี และระดับความเงาต้องเป็นไปตามแบบ ข้อกำหนดของเจ้าของโครงการ หรือมาตรฐานประจำโรงงาน
สีทับหน้าที่สามารถพิจารณาใช้ ได้แก่
สีโพลียูรีเทนสำหรับงานอุตสาหกรรมมีจุดเด่นด้านการรักษาสีและความเงา โดยผลิตภัณฑ์ตัวอย่างบางชนิดกำหนดความหนาฟิล์มสีแห้งประมาณ 50–75 µm ต่อเที่ยว
ความหนาที่เหมาะสมไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกโครงการ เนื่องจากต้องพิจารณาชนิดสี สภาพแวดล้อม อายุการใช้งานที่ต้องการ การเตรียมพื้นผิว และข้อมูลใน Technical Data Sheet หรือ TDS ของผู้ผลิตสี
อย่างไรก็ตาม สามารถใช้แนวทางเบื้องต้นในการจัดทำข้อกำหนดได้ดังนี้
ชั้นสีชนิดสีตัวอย่างความหนา DFT แนะนำสีรองพื้นกันสนิมEpoxy Zinc Phosphate Primer หรือ Epoxy Anticorrosive Primer50–75 µmสีชั้นกลางHigh-Build Epoxy100–150 µmสีทับหน้าหรือสีจริงPolyurethane หรือ Acrylic Topcoat50–75 µmความหนารวมโดยประมาณระบบสี 3 ชั้น200–300 µm
ช่วงความหนาดังกล่าวเป็นแนวทางสำหรับงานระบบท่อเหล็กอุตสาหกรรมทั่วไป ไม่ใช่ค่าบังคับสำหรับทุกโครงการ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแสดงช่วง DFT ของสีอีพ็อกซี่ชั้นกลางประมาณ 100–150 µm และสีโพลียูรีเทนทับหน้าประมาณ 50–75 µm ขณะที่สีอีพ็อกซี่ชนิด Surface-Tolerant บางผลิตภัณฑ์สามารถทาได้ตั้งแต่ประมาณ 100–250 µm ต่อเที่ยว ทั้งนี้ต้องยึดค่าตามแบบและ TDS ของสีที่เลือกใช้เป็นหลัก
สำหรับท่อภายในอาคารที่แห้งและไม่มีสารกัดกร่อน อาจกำหนดความหนารวมน้อยกว่านี้ได้ ส่วนงานภายนอกอาคาร บริเวณที่มีความชื้นสูง โรงงานอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ใกล้ทะเล ควรให้ผู้ออกแบบประเมินระดับการกัดกร่อนตาม ISO 12944-2 แล้วจึงเลือกระบบสีที่เหมาะสม
พื้นที่หาดใหญ่และสงขลามีทั้งงานภายในอาคาร งานโรงงาน และพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง จึงไม่ควรกำหนดระบบสีจากจังหวัดเพียงอย่างเดียว แต่ควรสำรวจว่าท่อติดตั้งภายในหรือภายนอก มีน้ำฝน ไอเกลือ สารเคมี หรือความชื้นสะสมหรือไม่

มาตรฐานที่มักนำมาใช้อ้างอิงในงานตรวจสี ได้แก่
ISO 12944-2
ใช้จำแนกสภาพแวดล้อมและระดับการกัดกร่อน เพื่อช่วยกำหนดระบบสีที่เหมาะสม (ISO)
ISO 12944-5
ให้แนวทางเกี่ยวกับประเภทสีและการเลือกระบบสีป้องกันการกัดกร่อนสำหรับโครงสร้างเหล็ก (ISO)
ISO 12944-7
เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานและการควบคุมงานทาสี ทั้งในโรงงานผลิตและในพื้นที่ก่อสร้าง (ISO)
ISO 8501-1
ใช้ประเมินระดับสนิมและระดับความสะอาดของพื้นผิวเหล็กหลังการเตรียมผิว เช่น การขัดด้วยเครื่องมือหรือการพ่นทราย (ISO)
ISO 2808
อธิบายวิธีการตรวจวัดความหนาฟิล์มสี ทั้งฟิล์มสีเปียกและฟิล์มสีแห้ง (ISO)
ISO 19840
กำหนดวิธีตรวจสอบความหนาฟิล์มสีแห้งเทียบกับค่าความหนาที่กำหนด รวมถึงพื้นที่ตรวจ จำนวนตัวอย่าง และหลักเกณฑ์การยอมรับหรือปฏิเสธ (ISO)
SSPC-PA 2
ใช้กำหนดขั้นตอน ความถี่ และหลักเกณฑ์พิจารณาความสอดคล้องของค่าความหนาฟิล์มสีแห้ง (content.ampp.org)
ASTM D7091
เป็นแนวทางการตรวจวัดความหนาสีแบบไม่ทำลายบนผิวโลหะ โดยใช้เครื่องมือแบบแม่เหล็กหรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ASTM Store)
ก่อนตรวจต้องทราบว่าท่อใช้สีชนิดใด มีกี่ชั้น และกำหนด DFT ของแต่ละชั้นไว้เท่าใด โดยตรวจจาก
ไม่ควรใช้ค่าความหนาทั่วไปแทนค่าจากเอกสารที่ได้รับอนุมัติ
พื้นผิวท่อต้องปราศจากคราบน้ำมัน ฝุ่น สนิม สะเก็ดเชื่อม และสีเก่าที่หลุดล่อน ระดับการเตรียมผิวควรเป็นไปตามข้อกำหนดของสี เช่น St 2, St 3, Sa 2 หรือ Sa 2½ ตามความเหมาะสม
ISO 8501-1 ใช้เป็นเกณฑ์ประเมินระดับความสะอาดของพื้นผิว ส่วนผลิตภัณฑ์สีแต่ละชนิดอาจกำหนดระดับขั้นต่ำและระดับแนะนำแตกต่างกัน ตัวอย่างสีอีพ็อกซี่สำหรับเหล็กคาร์บอนบางผลิตภัณฑ์กำหนดขั้นต่ำ St 2 และแนะนำ Sa 2 (ISO)
ก่อนทาสีควรวัดและบันทึกอย่างน้อย ได้แก่
ไม่ควรทาสีบนผิวที่มีน้ำค้าง ความชื้น หรือขณะที่ฝนกำลังจะตก เพราะอาจทำให้สีเกิดฟอง พอง หรือยึดเกาะไม่ดี
ช่างควรใช้หวีวัดสีเปียกตรวจ WFT ระหว่างทาสี เพื่อปรับความเร็วในการพ่น ระยะหัวพ่น และปริมาณสีให้ได้ความหนาตามเป้าหมาย
การตรวจ WFT ช่วยแก้ไขได้ทันทีในขณะที่สียังเปียก ก่อนที่จะเกิดปัญหาความหนาไม่เพียงพอหลังสีแห้ง ผู้ผลิตสีอุตสาหกรรมแนะนำให้วัด WFT อย่างต่อเนื่องระหว่างการทำงาน และใช้ค่าปริมาณเนื้อสีโดยปริมาตรคำนวณเปรียบเทียบกับ DFT ที่ต้องการ (Jotun)

เมื่อสีแห้งหรือแข็งตัวตามเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด จึงใช้เครื่องวัดความหนาสีตรวจบนผิวท่อ
ก่อนตรวจควร
สำหรับท่อทรงกลมควรวัดหลายตำแหน่งรอบเส้นรอบวง ทั้งด้านบน ด้านข้าง และด้านล่าง เพราะความหนาของสีอาจไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะงานพ่นสีในพื้นที่แคบ
บริเวณที่มักเกิดความหนาไม่เพียงพอ ได้แก่
จุดเหล่านี้ควรทำ Stripe Coat หรือทาสีเสริมด้วยแปรงก่อนหรือร่วมกับการทาสีเต็มพื้นที่ เพื่อให้สีเข้าถึงแนวเชื่อม รอยต่อ และขอบต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง คู่มือการใช้งานสีอุตสาหกรรมบางผลิตภัณฑ์แนะนำให้ตรวจ WFT และ DFT ใกล้แนวเชื่อม รวมถึงทำ Stripe Coat บริเวณขอบและตำแหน่งที่การพ่นสีอาจไม่ครอบคลุม (Jotun)
การตรวจไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าที่สูงที่สุด หรือเลือกวัดเฉพาะตำแหน่งที่สีหนา แต่ควรกำหนดพื้นที่ตรวจและจำนวนจุดวัดอย่างเป็นระบบ
รายงานควรมีอย่างน้อย
หลักเกณฑ์การยอมรับค่าต่ำสุดและค่าสูงสุดต้องเป็นไปตาม Paint Specification, ISO 19840 หรือ SSPC-PA 2 ที่โครงการเลือกใช้ ไม่ควรสรุปว่าผ่านจากค่าเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีบางจุดที่สีบางจนไม่สามารถป้องกันสนิมได้เพียงพอ

มักเกิดจากการผสมทินเนอร์มากเกินไป พ่นเร็วเกินไป ใช้ลูกกลิ้งแล้วลงสีไม่เพียงพอ หรือทาสีในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก
แนวทางแก้ไขคือทำความสะอาดผิว ขัดสร้างความหยาบตามคำแนะนำของผู้ผลิต และทาสีเพิ่มจนได้ DFT ที่กำหนด
อาจเกิดจากหัวพ่นอยู่ใกล้ผิวมากเกินไป เดินปืนพ่นช้า หรือทาสีซ้ำในจุดเดิมมากเกินไป ส่งผลให้สีไหล ย่น แห้งไม่ทั่ว หรือเกิดการแตกร้าวได้
มักเกี่ยวข้องกับการไม่กำจัดสะเก็ดเชื่อม คราบน้ำมัน รอยคม และสนิมก่อนทาสี จึงควรตรวจและเตรียมแนวเชื่อมให้เรียบร้อยก่อนลงสีรองพื้น
บริเวณสัมผัสระหว่างท่อกับแคลมป์เป็นจุดที่ทำสีและตรวจได้ยาก หากติดตั้งขายึดก่อนระบบสีเสร็จ อาจมีผิวเหล็กที่ไม่ได้รับการป้องกันซ่อนอยู่ด้านใน
การทาสีทับหน้าสีแดงโดยไม่กำจัดสนิมและไม่ลงสีรองพื้นกันสนิม ไม่ถือเป็นระบบป้องกันการกัดกร่อนที่เหมาะสม แม้ในช่วงแรกจะดูเรียบร้อย แต่สนิมอาจขยายตัวใต้ฟิล์มสีและทำให้สีหลุดล่อนในภายหลัง

สำหรับงานติดตั้งและปรับปรุงระบบดับเพลิงในพื้นที่หาดใหญ่ สงขลา ควรกำหนดการตรวจงานสีไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงาน ไม่ควรรอให้ท่อถูกยกขึ้นติดตั้งบนที่สูงหรือมีงานระบบอื่นเข้าปิดบังแล้วจึงตรวจ
การวางแผนที่ดีควรแบ่งการตรวจเป็นขั้นตอน ได้แก่
เจ้าของโรงงาน ผู้รับเหมาหลัก และวิศวกรควบคุมงานที่กำลังมองหาทีมติดตั้งระบบดับเพลิงหรือทีมตรวจวัดความหนาสีท่อเหล็กในหาดใหญ่และสงขลา ควรเลือกทีมงานที่สามารถจัดทำเอกสาร Material Approval, Method Statement, Inspection Report และรายงานค่าความหนาสีประกอบการส่งมอบได้อย่างครบถ้วน
สีท่อดับเพลิงไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้แนวท่อเป็นสีแดงและดูเรียบร้อยเท่านั้น แต่เป็นระบบป้องกันการกัดกร่อนที่ต้องประกอบด้วยการเตรียมผิว สีรองพื้นกันสนิม สีชั้นกลาง และสีทับหน้าที่เข้ากันได้
แนวทางทั่วไปสามารถกำหนดสีรองพื้นประมาณ 50–75 µm สีอีพ็อกซี่ชั้นกลางประมาณ 100–150 µm และสีทับหน้าประมาณ 50–75 µm รวมความหนาประมาณ 200–300 µm แต่ค่าที่ใช้จริงต้องยึดตามสภาพแวดล้อม แบบโครงการ และ Technical Data Sheet ของผู้ผลิตสี
การใช้เครื่องวัด DFT ตรวจทุกชั้น พร้อมบันทึกค่าต่ำสุด สูงสุด และค่าเฉลี่ย จะช่วยลดปัญหาสนิม สีลอก และการซ่อมแซมในภายหลัง ทำให้ระบบท่อดับเพลิงมีความเรียบร้อย แข็งแรง และพร้อมใช้งานได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
ทีมงาน Hatyai Water ยินดีให้คำปรึกษาเรื่องระบบน้ำ ระบบท่อ และระบบดับเพลิงสำหรับโครงการของคุณ