ไม่พบบทความที่คุณค้นหา

ลิงก์อาจไม่ถูกต้องหรือบทความนี้ถูกย้ายแล้ว ลองดูข่าวสารทั้งหมดของเราแทน

กลับไปหน้าข่าวสาร
เชื่อมท่อhdpe 12 กรกฎาคม 2026

การเชื่อมท่อ HDPE และ PPR อย่างถูกวิธี โดยอ้างอิงหลักการควบคุมงานเชื่อมตามมาตรฐาน DVS 2207-1

การเชื่อมท่อ HDPE และ PPR ที่มีคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร้อนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคุมการเตรียมผิว อุณหภูมิ เวลา แรงกด การจัดแนว และช่วงเวลาการเย็นตัวอย่างเป็นระบบ บทความนี้สรุปหลักการสำคัญจากเอกสาร DVS 2207-1 สำหรับใช้ควบคุมงานเชื่อมท่อ โดยเฉพาะงานระบบน้ำ งานอุตสาหกรรม และงานสาธารณูปโภคในสงขลา หาดใหญ่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา และปัตตานี

การเชื่อมท่อ HDPE และ PPR อย่างถูกวิธี โดยอ้างอิงหลักการควบคุมงานเชื่อมตามมาตรฐาน DVS 2207-1

ท่อ HDPE และ PPR เป็นท่อเทอร์โมพลาสติกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในงานระบบประปา ระบบน้ำดิบ ระบบน้ำอุตสาหกรรม ระบบสูบน้ำ ระบบดับเพลิงบางส่วน งานเดินท่อใต้ดิน และงานระบบภายในอาคาร เพราะมีน้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม และสามารถเชื่อมให้รอยต่อมีความต่อเนื่องกับเนื้อท่อได้

อย่างไรก็ตาม คุณภาพของระบบท่อไม่ได้พิจารณาจากตัวท่อเพียงอย่างเดียว รอยเชื่อมทุกจุดต้องสามารถรับแรงดันและสภาพการใช้งานได้ หากควบคุมอุณหภูมิ เวลา หรือแรงกดไม่เหมาะสม อาจเกิดรอยต่อที่ดูเรียบร้อยจากภายนอก แต่มีการหลอมไม่สมบูรณ์อยู่ภายใน

เอกสาร DVS 2207-1 อธิบายหลักการเชื่อมวัสดุ PE-HD ด้วยความร้อน ครอบคลุมการเชื่อมแบบชนหน้า การเชื่อมด้วยข้อต่อไฟฟ้า และการเชื่อมแบบสวมด้วยหัวให้ความร้อน พร้อมระบุการเตรียมงาน อุปกรณ์ ขั้นตอนเชื่อม การตรวจสอบ และการบันทึกข้อมูลการเชื่อมอย่างเป็นระบบ 

DVS-2207-1-for-Butt-Fusion-Welding.pdf

ข้อควรทราบ: DVS 2207-1 ในเอกสารที่ใช้อ้างอิงนี้กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับวัสดุ PE-HD หรือท่อ HDPE เป็นหลัก ส่วนท่อ PPR ต้องใช้ค่าพารามิเตอร์การเชื่อมตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและคู่มือของผู้ผลิตท่อกับเครื่องเชื่อม ไม่ควรนำค่าเวลาและอุณหภูมิของ HDPE ไปใช้กับ PPR โดยตรง

DVS 2207-1 คืออะไร

DVS 2207-1 เป็นแนวทางด้านการเชื่อมเทอร์โมพลาสติกด้วยเครื่องมือให้ความร้อน โดยเน้นท่อและอุปกรณ์ที่ผลิตจาก PE-HD

เอกสารแบ่งวิธีการเชื่อมสำคัญออกเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่

  1. การเชื่อมชนด้วยแผ่นความร้อน หรือ Heated Tool Butt Welding
  2. การเชื่อมข้อต่อไฟฟ้า หรือ Electrofusion Welding
  3. การเชื่อมแบบสวมด้วยหัวความร้อน หรือ Heated Tool Socket Welding
  4. การเชื่อมจุดแยกหรือ Tapping Tee ตามรูปแบบของอุปกรณ์

เอกสารยังเน้นว่าคุณภาพรอยเชื่อมขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของช่าง ความเหมาะสมของเครื่องมือ สภาพพื้นที่ทำงาน และการปฏิบัติตามพารามิเตอร์การเชื่อมที่กำหนด ไม่ใช่อาศัยประสบการณ์ของช่างเพียงอย่างเดียว

หลักการสำคัญก่อนเริ่มเชื่อมท่อ

ก่อนเริ่มงานเชื่อมต้องตรวจสอบวัสดุ เครื่องจักร และสภาพแวดล้อมให้พร้อม โดยเฉพาะงานภาคสนามในพื้นที่ภาคใต้ เช่น สงขลา หาดใหญ่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ซึ่งอาจพบฝน ความชื้น ลมแรง และสภาพพื้นที่เปียกอยู่บ่อยครั้ง

เอกสารกำหนดให้พื้นที่เชื่อมต้องได้รับการป้องกันจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม เช่น ความชื้น ฝน ลม ฝุ่น และอุณหภูมิต่ำ หากต้องเชื่อมกลางแจ้ง ควรมีเต็นท์หรือวัสดุป้องกันลมและฝน เพื่อควบคุมอุณหภูมิและป้องกันสิ่งสกปรกเข้าสู่ผิวเชื่อม

ท่อที่ม้วนมาเป็นขดหรือมีรูปทรงวงรีควรปรับให้ได้รูปก่อนเชื่อม โดยเฉพาะการเชื่อม Electrofusion ซึ่งต้องควบคุมความกลมของท่อและการสัมผัสกับข้อต่ออย่างสม่ำเสมอ

พื้นที่ปลายท่อต้องไม่มีสิ่งปนเปื้อน เช่น

  • ดิน
  • ทราย
  • น้ำ
  • น้ำมัน
  • ไขมัน
  • ฝุ่น
  • เศษพลาสติก
  • ความชื้น

หากผิวเชื่อมมีสิ่งปนเปื้อน แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้การหลอมรวมไม่สมบูรณ์และลดความแข็งแรงของรอยต่อได้

คุณสมบัติของช่างและเครื่องเชื่อม

DVS 2207-1 ให้ความสำคัญกับความรู้และคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน โดยช่างเชื่อมควรได้รับการฝึกอบรม เข้าใจวิธีควบคุมเครื่องจักร และสามารถอ่านค่าพารามิเตอร์การเชื่อมได้

เครื่องเชื่อมต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน สามารถควบคุมแรงดัน อุณหภูมิ และเวลาได้อย่างเหมาะสม หากเป็นเครื่องเชื่อมระบบไฮดรอลิก ต้องนำค่าแรงต้านการเคลื่อนที่ของเครื่องมาคำนวณร่วมกับแรงดันเชื่อม เพื่อให้แรงกดจริงตรงกับค่าที่กำหนด

หัวหรือแผ่นความร้อนต้อง

  • มีผิวสะอาด
  • ไม่มีรอยเสียหาย
  • ไม่มีพลาสติกไหม้ติดผิว
  • มีสารเคลือบป้องกันการติดที่สมบูรณ์
  • กระจายอุณหภูมิได้สม่ำเสมอ

ก่อนเริ่มงานควรตรวจสอบอุณหภูมิจริงบนผิวแผ่นความร้อนด้วยเครื่องมือวัดที่เหมาะสม ไม่ควรพิจารณาจากตัวเลขบนหน้าจอเครื่องเพียงอย่างเดียว


การเชื่อมท่อ HDPE แบบ Butt Fusion

การเชื่อมชนด้วยแผ่นความร้อนเป็นวิธีที่ใช้กันมากสำหรับท่อ HDPE ขนาดกลางและขนาดใหญ่ หลักการคือทำให้ปลายท่อทั้งสองด้านเรียบและขนานกัน จากนั้นให้ความร้อนจนผิวพลาสติกอ่อนตัว แล้วนำปลายท่อมาประกบภายใต้แรงกดที่ควบคุมไว้

แผนภาพในหน้า 2 ของเอกสารแสดงลำดับหลัก ได้แก่ การเตรียมปลายท่อ การให้ความร้อน และการประกบเป็นรอยเชื่อม ส่วนกราฟในหน้า 3 แสดงการเปลี่ยนแปลงแรงดันและเวลาตลอดกระบวนการเชื่อม 

DVS-2207-1-for-Butt-Fusion-Welding.pdf

1. การติดตั้งและจัดแนวท่อ

นำท่อทั้งสองด้านยึดกับปากจับของเครื่องเชื่อม ให้แนวแกนท่ออยู่ในระดับเดียวกันและสามารถเคลื่อนที่เข้าหากันได้โดยไม่ติดขัด

เอกสารกำหนดให้ควบคุมแนวเยื้องของผิวท่อ โดยค่าความเยื้องไม่ควรเกินประมาณ 0.1 เท่าของความหนาผนังท่อ

หากท่อเยื้องศูนย์มากเกินไป ความหนาของผนังบริเวณรอยต่อจะไม่สม่ำเสมอ และอาจเกิดความเค้น集中เมื่อระบบรับแรงดัน

2. การปาดหน้าท่อ

ใช้เครื่องปาดหน้าท่อตัดผิวปลายท่อทั้งสองด้านให้เรียบ สะอาด และขนานกัน หลังปาดเสร็จต้องนำเศษพลาสติกออกโดยไม่สัมผัสผิวเชื่อมด้วยมือ

ไม่ควรใช้มือเปล่าแตะหน้าท่อหลังปาด เนื่องจากไขมันและเหงื่อจากมืออาจปนเปื้อนผิวเชื่อมได้

เมื่อนำปลายท่อมาชนกัน ต้องตรวจสอบช่องว่างระหว่างหน้าท่อ โดยเอกสารแสดงค่าช่องว่างสูงสุดตามขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ เช่น

เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกท่อ

ช่องว่างสูงสุด

ไม่เกิน 355 มม.

0.5 มม.

400 ถึงต่ำกว่า 630 มม.

1.0 มม.

630 ถึงต่ำกว่า 800 มม.

1.3 มม.

800 ถึง 1,000 มม.

1.5 มม.

มากกว่า 1,000 มม.

2.0 มม.

ค่าดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์จากตารางในหน้า 2 ของเอกสาร เพื่อควบคุมความเรียบและความขนานของพื้นที่เชื่อม 

DVS-2207-1-for-Butt-Fusion-Welding.pdf

3. ตรวจอุณหภูมิแผ่นความร้อน

เอกสารระบุช่วงอุณหภูมิแผ่นความร้อนสำหรับ PE-HD ประมาณ 200–220 องศาเซลเซียส โดยท่อที่มีผนังบางอาจใช้อุณหภูมิช่วงสูงกว่า ส่วนท่อผนังหนาใช้อุณหภูมิลดลงตามกราฟแนะนำ

ต้องรอให้แผ่นความร้อนมีอุณหภูมิคงที่ก่อนเริ่มเชื่อม และตรวจสอบผิวหน้าให้สะอาดด้วยวัสดุที่ไม่เป็นขุย

ไม่ควรใช้ผ้าสกปรก กระดาษที่มีฝุ่น หรือวัสดุที่ทำให้ผิวเคลือบแผ่นความร้อนเสียหาย

4. ระยะสร้างขอบหลอม

นำปลายท่อทั้งสองด้านกดเข้ากับแผ่นความร้อนด้วยแรงดันสำหรับจัดแนว จนเกิดขอบหลอมรอบท่อในระดับที่กำหนด

ขนาดขอบหลอมขึ้นอยู่กับความหนาผนังท่อ ตามตารางในหน้า 3 ของเอกสาร เช่น

ความหนาผนังท่อ

ความสูงขอบหลอมขั้นต่ำ

ไม่เกิน 4.5 มม.

0.5 มม.

มากกว่า 4.5–7 มม.

1.0 มม.

มากกว่า 7–12 มม.

1.5 มม.

มากกว่า 12–19 มม.

2.0 มม.

มากกว่า 19–26 มม.

2.5 มม.

มากกว่า 26–37 มม.

3.0 มม.

มากกว่า 37–50 มม.

3.5 มม.

มากกว่า 50–70 มม.

4.0 มม.

ค่าดังกล่าวใช้เป็นแนวทางจากเอกสารฉบับที่แนบ แต่การทำงานจริงต้องตรวจสอบคู่มือเครื่องเชื่อมและข้อมูลจากผู้ผลิตท่อร่วมด้วย 

DVS-2207-1-for-Butt-Fusion-Welding.pdf

5. ระยะให้ความร้อน

เมื่อขอบหลอมเกิดตามกำหนด ให้ลดแรงดันลงจนเหลือแรงดันต่ำสำหรับรักษาการสัมผัสระหว่างปลายท่อกับแผ่นความร้อน

เอกสารกำหนดหลักการคำนวณเวลาให้ความร้อนโดยประมาณจากความหนาผนังท่อ เช่น เวลาเป็นวินาทีประมาณ 10 เท่าของความหนาผนังท่อในหน่วยมิลลิเมตร ภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่ระบุในเอกสาร

ตัวอย่างเชิงหลักการ:

  • ผนังท่อ 10 มม. ให้ความร้อนประมาณ 100 วินาที
  • ผนังท่อ 20 มม. ให้ความร้อนประมาณ 200 วินาที
  • ผนังท่อ 30 มม. ให้ความร้อนประมาณ 300 วินาที

อย่างไรก็ตาม ค่านี้ไม่ควรนำไปใช้โดยไม่ตรวจสอบตารางเชื่อมของผู้ผลิตท่อและเครื่องเชื่อม เพราะวัสดุ เกรดท่อ อุณหภูมิหน้างาน และรุ่นเครื่องจักรอาจทำให้พารามิเตอร์แตกต่างกัน

6. ระยะถอดแผ่นความร้อน

เมื่อครบเวลาให้ความร้อน ต้องแยกปลายท่อออก ถอนแผ่นความร้อน และนำปลายท่อกลับมาชนกันอย่างรวดเร็ว

ช่วงเวลานี้เรียกว่า Changeover Time ซึ่งต้องใช้เวลาสั้นที่สุด เพราะหากปลายท่อสัมผัสอากาศนานเกินไป ผิวหลอมจะเย็นลงและเกิดฟิล์มที่ลดประสิทธิภาพการหลอมรวม

เอกสารกำหนดเวลาถอดเปลี่ยนสูงสุดตามความหนาผนังท่อ ตัวอย่างเช่น

ความหนาผนังท่อ

เวลาถอดเปลี่ยนสูงสุด

ไม่เกิน 4.5 มม.

5 วินาที

มากกว่า 4.5–7 มม.

5–6 วินาที

มากกว่า 7–12 มม.

6–8 วินาที

มากกว่า 12–19 มม.

8–10 วินาที

มากกว่า 19–26 มม.

10–12 วินาที

มากกว่า 26–37 มม.

12–16 วินาที

มากกว่า 37–50 มม.

16–20 วินาที

มากกว่า 50–70 มม.

20–25 วินาที

การถอนแผ่นความร้อนต้องไม่ทำให้ผิวหลอมเสียหายหรือเกิดการปนเปื้อน



7. การเพิ่มแรงดันประกบ

นำปลายท่อทั้งสองด้านเข้าหากันด้วยความเร็วเกือบเป็นศูนย์ ไม่ควรกระแทกปลายท่อเข้าหากัน จากนั้นเพิ่มแรงดันเชื่อมอย่างสม่ำเสมอภายในช่วงเวลาที่กำหนด

หากเพิ่มแรงดันเร็วเกินไป เนื้อพลาสติกหลอมอาจถูกบีบออกจากแนวเชื่อมมากเกินไป แต่หากเพิ่มช้าเกินไป ผิวหลอมอาจเย็นตัวก่อนที่การประสานจะสมบูรณ์

รอยเชื่อมที่เหมาะสมควรเกิดขอบเชื่อมสองแนวต่อเนื่องรอบเส้นรอบวง และมีรูปทรงสม่ำเสมอ

8. การปล่อยให้เย็นภายใต้แรงดัน

หลังประกบต้องรักษาแรงดันเชื่อมตลอดเวลาการเย็น ห้ามคลายปากจับหรือเคลื่อนย้ายท่อก่อนครบเวลา

ตารางในหน้า 3 ระบุเวลาเย็นขั้นต่ำตามความหนาผนัง เช่น

ความหนาผนังท่อ

เวลาเย็นขั้นต่ำ

ไม่เกิน 4.5 มม.

6 นาที

มากกว่า 4.5–7 มม.

6–10 นาที

มากกว่า 7–12 มม.

10–16 นาที

มากกว่า 12–19 มม.

16–24 นาที

มากกว่า 19–26 มม.

24–32 นาที

มากกว่า 26–37 มม.

32–45 นาที

มากกว่า 37–50 มม.

45–60 นาที

มากกว่า 50–70 มม.

60–80 นาที

ไม่ควรเร่งการเย็นด้วยน้ำ ลมเย็นจัด หรือวัสดุอื่น เพราะอาจทำให้เกิดความเค้นภายในรอยเชื่อม

การเชื่อมท่อ HDPE แบบ Electrofusion

Electrofusion เป็นการเชื่อมโดยใช้ข้อต่อที่มีขดลวดความร้อนอยู่ภายใน เมื่อจ่ายกระแสไฟ ขดลวดจะสร้างความร้อน ทำให้ผิวท่อและด้านในข้อต่อหลอมรวมกัน

วิธีนี้เหมาะกับงาน

  • พื้นที่แคบ
  • งานซ่อมแซมท่อเดิม
  • จุดที่นำเครื่อง Butt Fusion เข้าไม่ได้
  • จุดต่อวาล์วหรืออุปกรณ์
  • งานต่อแยก
  • งานเดินท่อใต้ดินบางประเภท

ขั้นตอนสำคัญของ Electrofusion

1. ตัดปลายท่อให้ได้ฉาก

ปลายท่อต้องตัดตรง ไม่เอียง และไม่มีครีบ เพราะการตัดเอียงอาจทำให้ท่อสอดเข้าในข้อต่อไม่เต็มระยะ

2. ตรวจสอบความกลมของท่อ

ท่อที่มีความเป็นวงรีต้องใช้เครื่องมือปรับความกลมก่อนเชื่อม เอกสารระบุให้ควบคุมค่าความเป็นวงรีของพื้นที่เชื่อม โดยทั่วไปไม่ควรเกินประมาณ 1.5% ของเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก เว้นแต่ผู้ผลิตข้อต่อกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

3. ขูดผิวท่อ

ต้องใช้เครื่องมือขูดผิวท่อในพื้นที่ที่จะสวมเข้าข้อต่อ เพื่อกำจัดชั้นออกซิเดชันบนผิวท่อ

ขั้นตอนนี้สำคัญมาก การใช้เพียงกระดาษทรายขัดผิวอาจไม่สามารถกำจัดชั้นออกซิเดชันได้อย่างสม่ำเสมอ ควรใช้ Rotary Scraper หรืออุปกรณ์ขูดที่เหมาะกับขนาดท่อ

4. ทำความสะอาด

ใช้สารทำความสะอาดที่ผู้ผลิตอนุมัติและกระดาษที่ไม่เป็นขุย เช็ดบริเวณผิวท่อและด้านในข้อต่อโดยไม่ใช้มือสัมผัสหลังทำความสะอาด

5. ทำเครื่องหมายระยะสวม

วัดและทำเครื่องหมายระยะสอดท่อตามความลึกของข้อต่อ เพื่อยืนยันว่าท่อถูกสอดเข้าไปจนสุดตามตำแหน่ง

6. ยึดท่อไม่ให้เคลื่อนที่

ใช้แคลมป์ยึดท่อและข้อต่อให้อยู่ในแนวเดียวกัน สายไฟเชื่อมต้องไม่ดึงหรือถ่วงขั้วต่อของข้อต่อ

7. เชื่อมตามข้อมูลของผู้ผลิต

เครื่องเชื่อมจะควบคุมแรงดันไฟฟ้า เวลา และพลังงานตามข้อมูลบนข้อต่อ เช่น Barcode หรือค่าที่ระบุจากผู้ผลิต

เมื่อเริ่มเชื่อมแล้ว ห้ามขยับท่อหรือข้อต่อจนกว่าจะครบเวลาการเย็นตัว

8. บันทึกข้อมูลการเชื่อม

ควรบันทึกข้อมูลอย่างน้อย ได้แก่

  • วันที่และเวลา
  • หมายเลขรอยเชื่อม
  • ตำแหน่งเชื่อม
  • ขนาดท่อ
  • เกรดท่อ
  • รหัสข้อต่อ
  • รุ่นเครื่องเชื่อม
  • เวลาเชื่อม
  • เวลาเย็น
  • ชื่อผู้ปฏิบัติงาน
  • ผลการตรวจสอบ

การเชื่อมท่อแบบ Socket Fusion และการประยุกต์กับ PPR

เอกสาร DVS 2207-1 อธิบายการเชื่อมแบบ Heated Tool Socket Welding สำหรับชิ้นส่วน PE-HD ขนาดเล็ก โดยใช้หัวความร้อนแบบตัวผู้และตัวเมียให้ความร้อนกับด้านนอกท่อและด้านในข้อต่อพร้อมกัน จากนั้นถอดออกและสวมเข้าหากันโดยไม่หมุน

หลักการนี้มีลักษณะคล้ายกระบวนการเชื่อมท่อ PPR ที่ใช้ในงานระบบน้ำภายในอาคาร แต่ต้องย้ำว่า ค่าพารามิเตอร์ใน DVS 2207-1 สำหรับ PE-HD ไม่ใช่ค่ามาตรฐานสำหรับ PPR โดยตรง

การเชื่อม PPR ควรใช้

  • อุณหภูมิตามคู่มือผู้ผลิตท่อและเครื่องเชื่อม
  • เวลาให้ความร้อนตามขนาดท่อ
  • ระยะสวมตามตารางของผู้ผลิต
  • เวลาเย็นตามขนาดและความหนาของท่อ
  • หัวเชื่อมที่ตรงกับขนาดจริง
  • ท่อและข้อต่อจากระบบวัสดุที่เข้ากันได้

โดยทั่วไปเครื่องเชื่อม PPR มักตั้งอุณหภูมิประมาณ 260 องศาเซลเซียส แต่ค่าที่ใช้จริงต้องตรวจสอบจากคู่มือของยี่ห้อท่อและอุปกรณ์ ไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกับทุกผลิตภัณฑ์

ขั้นตอนเชื่อม PPR ที่ควรควบคุม

  1. ตัดท่อให้ฉากด้วยกรรไกรตัดท่อที่คม
  2. เช็ดทำความสะอาดผิวท่อและข้อต่อ
  3. วัดและทำเครื่องหมายระยะสวม
  4. รอให้หัวเชื่อมมีอุณหภูมิคงที่
  5. สอดท่อและข้อต่อเข้าหัวเชื่อมพร้อมกัน
  6. รอครบเวลาตามตารางของผู้ผลิต
  7. ถอดออกและสวมเข้าหากันทันที
  8. ห้ามบิดหรือหมุนขณะประกบ
  9. จัดแนวและรักษาตำแหน่งจนรอยต่อเริ่มแข็งตัว
  10. ปล่อยให้เย็นครบเวลาก่อนทดสอบแรงดัน

ปัญหาที่พบบ่อยคือสอดท่อลึกเกินไปจนเนื้อพลาสติกบีบเข้าด้านใน ทำให้ช่องทางน้ำแคบลง ขณะที่การสอดไม่ถึงระยะจะทำให้พื้นที่หลอมประสานไม่เพียงพอ

การตรวจสอบรอยเชื่อม

เอกสาร DVS 2207-1 ระบุวิธีการตรวจรอยเชื่อมหลายระดับ ตั้งแต่การตรวจด้วยสายตาไปจนถึงการทดสอบเชิงกลและการทดสอบแรงดันระยะยาว 

DVS-2207-1-for-Butt-Fusion-Welding.pdf

การตรวจด้วยสายตา

สำหรับรอยเชื่อม Butt Fusion ควรตรวจว่า

  • ขอบเชื่อมเกิดครบตลอดเส้นรอบวง
  • ขอบเชื่อมสองด้านมีรูปทรงสม่ำเสมอ
  • ไม่มีรอยไหม้
  • ไม่มีช่องว่าง
  • ไม่มีสิ่งปนเปื้อน
  • แนวท่อไม่เยื้องศูนย์เกินกำหนด
  • ไม่มีรอยแตกร้าว
  • ไม่มีการยุบตัวผิดปกติ

เอกสารแสดงรูปแบบขอบเชื่อมที่เหมาะสมในหน้า 3 โดยขอบเชื่อมควรมีลักษณะต่อเนื่องและสัมพันธ์กับความหนาผนังท่อ

สำหรับ Electrofusion ควรตรวจว่า

  • ท่อสอดถึงตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้
  • ข้อต่อไม่บิดหรือเอียง
  • Indicator ของข้อต่อแสดงผลตามปกติ
  • ไม่มีพลาสติกหลอมไหลออกผิดปกติ
  • ไม่มีการเคลื่อนตัวระหว่างเชื่อมและเย็นตัว

ส่วน PPR ควรตรวจวงแหวนพลาสติกรอบรอยต่อให้สม่ำเสมอ ไม่มีรอยไหม้ รอยเอียง หรือการบิดตัวของข้อต่อ

การทดสอบเพิ่มเติม

ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของโครงการ อาจพิจารณา

  • การทดสอบแรงดันน้ำ
  • การทดสอบแรงดึง
  • การทดสอบดัด
  • การตัดตรวจชิ้นตัวอย่าง
  • การทดสอบแรงดันภายในระยะยาว
  • การตรวจสอบย้อนกลับจากข้อมูลเครื่องเชื่อม

ตารางในหน้า 6 ของเอกสารแสดงตัวอย่างวิธีทดสอบสำหรับรอยเชื่อมแต่ละประเภท เช่น Visual Test, Tensile Test, Technological Bending Test และ Long-Time Internal Pressure Test 

DVS-2207-1-for-Butt-Fusion-Welding.pdf

ทำไมต้องมี Welding Protocol

งานเชื่อมท่อที่มีคุณภาพควรมีเอกสารบันทึกกระบวนการเชื่อม ไม่ควรใช้เพียงภาพถ่ายหน้างานเป็นหลักฐาน

เอกสารตัวอย่างในหน้า 9–12 แสดงแบบฟอร์ม Welding Protocol สำหรับการเชื่อมชน การเชื่อม Electrofusion และการเชื่อมแบบ Socket โดยมีข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ลูกค้าและโครงการ
  • ผู้ปฏิบัติงาน
  • เครื่องเชื่อม
  • วัสดุและขนาดท่อ
  • หมายเลขรอยเชื่อม
  • ความหนาผนัง
  • อุณหภูมิแผ่นความร้อน
  • แรงดันจัดแนว
  • เวลาให้ความร้อน
  • เวลาเปลี่ยน
  • เวลาเพิ่มแรงดัน
  • เวลาเย็น
  • อุณหภูมิแวดล้อม
  • สภาพอากาศ
  • ผลการตรวจ
  • ลายเซ็นผู้ควบคุมงาน

การมี Welding Protocol ช่วยให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ หากเกิดปัญหาระหว่างทดสอบแรงดันหรือภายหลังเปิดใช้งาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเชื่อม HDPE และ PPR

ใช้ค่าพารามิเตอร์เดียวกับท่อทุกขนาด

ท่อแต่ละขนาดและแต่ละความหนาต้องใช้เวลาให้ความร้อน เวลาเปลี่ยน แรงดัน และเวลาเย็นต่างกัน การตั้งค่าเหมือนกันทั้งหมดอาจทำให้บางรอยเชื่อมได้รับความร้อนไม่พอหรือมากเกินไป

เชื่อมกลางฝนหรือพื้นที่มีน้ำ

ความชื้นสามารถปนเปื้อนผิวเชื่อมและทำให้คุณภาพการประสานลดลง ควรมีเต็นท์หรือฉากป้องกันและรักษาพื้นที่เชื่อมให้แห้ง

ใช้มือสัมผัสผิวที่เตรียมแล้ว

หลังปาดหรือขูดผิว ไม่ควรใช้มือแตะบริเวณที่จะเชื่อม เพราะน้ำมันจากผิวหนังอาจปนเปื้อนรอยต่อ

ไม่ตรวจแรงลากของเครื่องเชื่อม

สำหรับ Butt Fusion ต้องคำนวณแรงดันเครื่องโดยรวมแรงลากหรือแรงต้านการเคลื่อนที่ของเครื่องด้วย มิฉะนั้นแรงกดที่รอยเชื่อมจริงอาจต่ำกว่าค่าที่ต้องการ

ถอนท่อออกก่อนครบเวลาเย็น

รอยเชื่อมอาจดูแข็งจากภายนอก แต่ภายในยังคงอ่อนตัว หากเคลื่อนย้ายเร็วเกินไปอาจทำให้แนวเชื่อมเสียรูปหรือเกิดรอยแตกร้าวภายใน

เชื่อม PPR โดยหมุนข้อต่อ

หลังนำท่อและข้อต่อออกจากหัวเชื่อม ต้องสวมเข้าหากันในแนวตรง ห้ามหมุน เพราะการหมุนอาจทำลายชั้นพลาสติกที่กำลังหลอมและทำให้รอยต่อไม่สม่ำเสมอ

บริการเชื่อมท่อ HDPE และ PPR ในพื้นที่ภาคใต้

งานเชื่อมท่อในพื้นที่ภาคใต้ต้องให้ความสำคัญกับสภาพอากาศ ความชื้น การขนส่งเครื่องจักร และการเตรียมพื้นที่ทำงานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโครงการที่อยู่กลางแจ้ง งานระบบน้ำในโรงงาน งานวางท่อใต้ดิน และงานเดินท่อระยะไกล

สำหรับผู้รับเหมา เจ้าของโรงงาน หน่วยงานราชการ หรือผู้ดูแลโครงการที่กำลังมองหาทีมงานเชื่อมท่อ HDPE และ PPR สามารถพิจารณาบริการในพื้นที่ต่อไปนี้

  • รับเชื่อมท่อ HDPE หาดใหญ่
  • รับเชื่อมท่อ HDPE สงขลา
  • รับเชื่อมท่อ HDPE นครศรีธรรมราช
  • รับเชื่อมท่อ HDPE นราธิวาส
  • รับเชื่อมท่อ HDPE ยะลา
  • รับเชื่อมท่อ HDPE ปัตตานี
  • รับติดตั้งและเชื่อมท่อ PPR ในอาคาร โรงงาน และระบบประปา
  • รับเชื่อม Butt Fusion และ Electrofusion
  • รับตรวจสอบรอยเชื่อมและจัดทำ Welding Report
  • รับทดสอบแรงดันและส่งมอบงานระบบท่อ

ทีมงานที่เหมาะสมควรสามารถสำรวจพื้นที่ ตรวจสอบชนิดท่อ กำหนดวิธีเชื่อม เลือกเครื่องจักร ควบคุมพารามิเตอร์ และจัดทำบันทึกการเชื่อมให้ตรวจสอบย้อนหลังได้

การเชื่อมท่อ HDPE ตามแนวทาง DVS 2207-1 ต้องควบคุมตั้งแต่คุณสมบัติของช่าง สภาพเครื่องเชื่อม การจัดแนว การปาดผิว อุณหภูมิ เวลาให้ความร้อน เวลาเปลี่ยน แรงดันประกบ และเวลาเย็นตัว

สำหรับการเชื่อม PPR แม้จะใช้หลักการให้ความร้อนและหลอมประสานคล้ายการเชื่อมแบบ Socket Fusion แต่ต้องใช้พารามิเตอร์จากมาตรฐานและคู่มือของผู้ผลิต PPR โดยเฉพาะ ไม่ควรนำค่าของ PE-HD มาใช้แทนโดยตรง

หัวใจสำคัญของงานเชื่อมท่อที่มีคุณภาพคือ

  • ผิวเชื่อมต้องสะอาด
  • ท่อต้องจัดแนวถูกต้อง
  • เครื่องมือมีอุณหภูมิคงที่
  • เวลาและแรงดันต้องตรงตามตาราง
  • ห้ามเคลื่อนย้ายก่อนครบเวลาเย็น
  • ต้องตรวจสอบรอยเชื่อม
  • ต้องบันทึกข้อมูลทุกจุดที่สำคัญ

การควบคุมขั้นตอนเหล่านี้ช่วยลดปัญหาท่อรั่ว แรงดันตก รอยเชื่อมแตกร้าว และค่าใช้จ่ายในการแก้ไขภายหลัง ทำให้งานระบบท่อในสงขลา หาดใหญ่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา และปัตตานี มีความแข็งแรง ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบคุณภาพได้อย่างเป็นระบบ

แท็ก: #เชื่อมท่อ HDPE #เชื่อมท่อ PPR #DVS 2207-1 #เชื่อมท่อ HDPE หาดใหญ่ #เชื่อมท่อ HDPE สงขลา #เชื่อมท่อ HDPE นครศรีธรรมราช #เชื่อมท่อ HDPE นราธิวาส #เชื่อมท่อ HDPE ยะลา #เชื่อมท่อ HDPE ปัตตานี #Butt Fusion #Socket Fusion #Electrofusion #งานระบบท่อ #ตรวจสอบรอยเ
Related Articles

บทความที่เกี่ยวข้อง

ต้องการคำแนะนำด้านงานระบบ?

ทีมงาน Hatyai Water ยินดีให้คำปรึกษาเรื่องระบบน้ำ ระบบท่อ และระบบดับเพลิงสำหรับโครงการของคุณ